I am back!!!--Air Traffic Control Management

posted on 31 Oct 2009 19:12 by sweet-pea

I am back!!!

กลับมาแล้วค่ะ หายหน้าไปนาน เพราะเรื่องที่ยังไม่พร้อมจะพูดถึง ได้แบบสั้นสุดๆ ก็แค่

“บางอย่างหายไป..และไม่เคยทำใจได้”

ความตั้งใจเลย กะมาอัพเรื่องที่เรียนค่ะ ก็จะต่อเนื่องมาจาก tag เรียนการบินอย่างคนมีกึ๋น... นานเป็นชาติ จนพีเปลี่ยนแผนกไปแล้ว จึงมาขอเพิ่มเติมเรื่องแผนกตัวเองให้ฟังดีกว่า..

Air Traffic Control Management [ATM]ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าที่สถาบันการบินพลเรือนแห่งนี้ เป็นพี่แรกและที่เดียวที่เปิดสอน เป็นหลักสูตรปริญญาตรี รวมถึงเป็นที่เดียวที่ผลิตผู้ควบคุมจราจรอากาศด้วย เนื่องจาก บริษัทวิทยุการบิน(แอร์โรไท) เป็นหน่วยงานเอกชนเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการอำนวยการจราจรทางอากาศ ในส่วนของสนามบินทหารเค้าจะส่งมาเรียนพร้อมๆกับพวกแอร์โรไทนั่นเอง หนึ่งคำถามยอดฮิตว่า...จบไปแล้วเข้าแอร์โรไทได้เลยรึป่าว ตอบแบบเป็นกลางที่สู๊ดดดด...ไม่ค่ะ

ทางแอร์โรไทเองกำหนดแค่ว่า ใครก็ได้จบปริญญาตรีมาสาขาใดก็ได้ มาสอบ “ถ้าจบจากสถาบินการบินพลเรือนสาขาการจัดการจราจรทางอากาศจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ”......มันก็เพราะ ถ้าแอร์โรไทรับบุคคลจากภายนอกเข้าไป เค้าต้องส่งตัวพร้อมจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆให้กลับมาเรียนที่สถาบันต่อคนก็ แสนน่ะค่ะเค้าก็อยากประหยัดงบเค้าบ้างไงคะ ปีที่ผ่านมา แอร์โรไทยรับ 40 รุ่นพี่ๆเราก็เข้ากันไป 20 ...ถือว่าเป็นตัวเลขที่ประสบความสำเร็จมากนะคะ เพราะถ้าคนวงใน วงการนี้ เรารู้กันดีว่าระบบเก่าบางอย่างไม่สามารถเอาออกจากวงการนี้ได้จริงๆ

ถ้าถามกันว่า ทำไมเค้าถึงอยากเป็นกันนักนะ เอทีซี ที่ว่าเนี่ย [Air Traffic Controller]....เว่ากันซื่อๆ...เงินมันดีเน้อ...ไม่ต้องเป็นนักเรียนนอก โทไม่ต้องจบ ภาษาอังกฤษถูไถ รวมโอเข้าไปด้วย เพียงไม่กี่ปี เงินเดือนก็ครึ่งแสนได้ ค่าไลเซน[license]อย่าเดียวก็สองหมื่นแล้ว 2 ใบ ใบละหมื่น ....มาดูข้อดีอื่นๆบ้าง จากใจพีเลยนะคะ...มันเป็นที่ลักษณะของงานค่ะ งานเอทีซี เป็นงานเครียด เครียดมาก ความกดดันสูง คุณขึ้นหอเริ่มงานเมื่อใด ขานี่ก้าวเข้าคุกไปแล้ว...อย่างไรก็ตาม ขาพ้นคุกทันทีที่ทำหน้าที่เสร็จ ไม่มีการบ้าน ไม่มีโปรเจคต้องส่งพรุ่งนี้ ไม่มีเตรียมงานนำเสนอ ไม่มีไปพบลูกค้า ไม่มีนั่งทำบัญชี ไม่มี..ไม่มีเลย...งานเอทีซี จบกะคือจบ ความเครียดหาย กลับบ้านพักผ่อนสบายใจไป รอจนกะใหม่ค่อยไปเครียดกันอีกที....ว่าแต่ ทำไมมันถึงเครียดนักล่ะ

...งานเอทีซี คืองานแห่งการตัดสินใจ เป็นเพราะพีเรียนผ่าน แอร์โรโดมคอนโทรล[aerodrome control]มาแล้ว จึงขอพูดในส่วนนี้แล้วกันนะคะ....การตัดสินใจที่ว่า เครื่องเรียกเรามาในพื้นที่ 7 ลำ คุณจะทำอย่างไรกับมันบ้าง เอาเครื่องไหนลงกัน จัดลำดับความสำคัญแต่ละตัวอย่างไร เครื่องจะชนกันมั๊ย แล้ว 7 ลำ รอมาลง แล้วอีก 5 ลำที่รอจะขึ้นละ ทำอย่างไร......ไม่ได้เล่าให้เครียดตามนะคะ มันก็มีโปรซีเจอ มีขั้นตอนของมันอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเอทีซีล้วนๆจะเลือกให้แบบไหนอย่างไร รวมถึงเวลาที่บีบคั้นในทุกๆอย่าง...เครื่องบินอ่ะค่ะ มันจอดรอเฉยๆบนอากาศไม่ได้นี่คะ..นั่นละปัญหา

เวลาเราซิมกัน [Simulation] สนุกสนานค่ะ แต่ละคนก็เผยบุคลิกของตนออกมา จนได้ฉายากันไปมากมาย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีลักษณะของตัวเอง อย่างเช่น เพื่อนพีคนนึง เวลาเค้าเป็นนักบินให้เพื่อนเค้ามักจำคอลซาย[call sign] ของตัวเองไม่ได้ เวลาต้องพูดจึงเอามือชี้ที่อกตัวเองหลายๆครั้งเป็นการนึกว่าตัวเองบินเครื่องอะไรอยู่ หรือบางคนเวลาขึ้นหอ จะเอามือล้วงกระเป๋า ยืนเอนไปเอนมา บางคน จะเอามือจิ้มที่กระจกหอเวลาจะสั่ง จะพูดกับเครื่องไหน บางคนก็เป็นเจ้าแม่ออบิต สั่งออบิตคู่ สองตัวทั้งสองดาววิน [down wind] หรือบางที สั่งออบิตตัวที่ 3 หรือ 4 ที่ 5 ไมลล์ อะไรไปเรื่อยก็มี  [orbit คือการสั่งให้เครื่องhold ในอากาศโดยการบินวนเป็นวงกลม ในกรณีที่ยังไม่สามารถนำลงได้ ไม่ว่าจะเป็นมีเครื่องอื่นเร็วกว่าต้องมาลง หรืออะไรก็ตาม] อย่างพีเองก็จำเป็นที่จะต้องหันตัวซ้ายขวาบางทีถึงกับต้องผายมือ เวลาจะสั่งให้เครื่องเลี้ยวซ้ายหรือขวา โดยจะหันตัวไปทางเดียวกับนักบิน...นี่ขนาดพีหันตามขนาดนี้แล้วสั่งซ้ายขวายังผิดอยู่บ่อยๆเลยค่ะ เพื่อนๆหลายๆคนจะมีสำเนียงการออกเสียงภาษาอังกฤษที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เราก็เอามาล้อกันบ่อยๆค่ะ หรือเพื่อนบางคน เราเรียกกันว่า นักบินติดดาว คือ พวกนี้ มักพูดผิดๆถูก บินก็ผิดๆถูกๆ มันไม่ได้ตั้งใจหรอกนะคะ มันก็มึนๆของมันกันไปตามเรื่อง โดย นักบินติดดาวพวกนี้ ยังมีการตั้งเป็นกลุ่ม ดรีมทีมขึ้น คือพวก ไม่มั่นใจในการสอบซิมแต่ละครั้ง..แต่จริงๆไม่มีใครซิมแย่หรอกค่ะ เพื่อนๆพีก็เก่งๆกันทั้งนั้น

การเรียนของพวกเรา เวลาซิมน่ะค่ะ เราเรียกกันว่า ซิมแบบ เทเบิลท๊อป [Table top] คือ มีโต๊ะที่จำลองสนามบินไว้ เราก็ถือเครื่องบินบินกันรอบๆแหละค่ะ บางคนมาเห็นอาจจะว่าดูตลก แต่เชื่อถือค่ะ มันเป็นการฝึกที่ง่ายและเข้าใจได้ดีที่สุดแล้ว เพราะเครื่องบินน่ะค่ะ มันจะมีแบบ ต้องเข้าดาวน์วิน หรือต้องแท็กซี่ หรือต้องออบิต ตำแหน่งของเครื่องและลักษณะท่าทางของมัน เมื่อเริ่มฝึกจะเทเบิลท๊อปจะทำให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดค่ะ ที่สถาบันการบินพลเรือนเองเรามีห้องซิม 360 องศานะคะ สำหรับแอร์โรโดม แต่พวกพียังไม่เคยได้ใช้จริงเลยค่ะ ตอนนี้พวกพี่ๆแอร์โรไทยใช้อยู่ คือ พวกพี่ๆเค้าเองก็ผ่านการฝึกเทเบิลท๊อปมาก่อนเหมือนพวกพี แต่เค้ามีเวลามากกว่ามาก เลยใช้ห้อง 360 องศาด้วย มันจะจำลองหอจากสนามบินนั้นๆได้เลยค่ะ เคยเข้าไปดูอยู่ น่าเล่นมากๆ ก็ยังเสียดาย อยากลองเล่นบ้างเหมือนกัน เวลามันไม่มีซะนิ... ลืมบอกว่า สนามบินที่เราใช้บินกัน คือสนามบินดอนเมืองค่ะ เพราะตัวสนามบินมีคอนดิชั่นมาก ทำให้ดีต่อการฝึก ถ้าฝึกสุวรรณภูมิ มันมี 2 รันเวย์  เส้นนึงขึ้น อีกเส้นลง มันง่ายเกินไป ที่ดอนเมืองก็มี 2 เส้นค่ะ แต่เราแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งของทหารด้วย โดยเครื่องพานิชย์ปกติจะขึ้น รันเวย์ 21R และเครื่องทหาร หรือเครื่องพลเรื่อนอื่นๆที่เล็กๆ หรือไม่ใช่การค้า หรือเครื่องราชการจะขึ้นจากอีกเส้น 21L แล้ว 2 เส้นนี่ก็ขึ้นหรือลงพร้อมกันไม่ได้เพราะสนามบินเราพื้นที่เล็ก ความห่างของรันเวย์สองเส้นนั้นไม่ได้มาตรฐาน จึงเปรียบได้กับมีรันเวย์เดียว ผลัดกันขึ้น-ลง ยากกว่าสุวรรณภูมิเห็นๆอ่าค่ะ

สำหรับบทเรียนนะคะ เราก็เริ่มแรกง่ายๆจากการที่เครื่องไอเอฟอาร์มาลง [IFR : Instrument Flight Rules]หรือเครื่องคอมเมอร์เชียลทั่วๆไปนั่นเอง ..ง่ายสุดแล้วค่ะ มันมีไพออริตี้สูงสุดด้วย จึงเกิดการออบิตขึ้นไง เพราะ ต่อมาจะมีเครื่องวีเอฟอาร์ [ Visual Flight Rules] ซึ่งเป็นเครื่องบินเล็ก เครื่องบินใบพัดทั้งหลายที่จะมาลงด้วย  ซึ่งพวกนี้ต้องโดนออบิตหรือให้ เอ็กเทนดาววิน [ extend downwind] ไปให้ไอเอฟอาร์เค้าลงก่อน เพราะเค้าเร็วกว่า และรีบกว่าด้วย นี่แค่เครื่องลง มีเครื่องขึ้นอีกค่ะ ต้องมีการขอ การให้เคลียร์แลนซ์กันก่อน [ATC Clearance] มีการแท็กซี่ออกจากหลุมจอด ไปยังรันเวย์ คราวนี้ก็ต้องคอยหาจังหวะจัดให้มันขึ้น พร้อมกันนั้นต้องไม่ให้เครื่องบนฟ้าซึ่งมีไพออริตี้สูงหว่าต้องรอด้วย อย่างไรก็ตาม เราเอาแต่เครื่องลงให้หมดแล้วค่อยเอาออกก็ไม่ได้ เพราะพวกเครื่องคอมเมอร์เชียลก็จะมี สล็อตทามของเค้า[Slot time] ไม่ใช่แค่นั้น เพราะ ยังมีปัจจัยเรื่อง เวคเทอบูแลนซ์[ Wake Turbulence] ซึ่งคือมวลอากาศที่หมุนเป็นกลมๆออกมาจากปีกทันทีมี่เครื่องแอร์บอน [Airborn] ยิ่งเครื่องใหญ่ ยิ่งมีมาก และจะหมดไปเมื่อเครื่องแลนด์ [Landing] ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินใหญ่ขึ้นไป เมื่อพ้นรันเวย์แล้ว ยังไม่สามารถเอาเครื่องเล็กกว่าขึ้นต่อทันที เพราะจะติดเวค โดยต้องรอ 2 นาที เป็นต้น [ โดยปกติแล้วเราสามารถนำสั่งเครื่องขึ้น หรือสั่งเครื่องลงได้ เมื่อรันเวย์ว่าง ก็คือ เครื่องที่แอร์บอนก่อนหน้านี้ พ้นรันเวย์ไป หรือเลี้ยวไปแล้ว หรือเครื่องที่แลนด์ก่อนหน้านี้เลี้ยวออกจากรันเวย์ไปแล้ว] ...เบาะๆค่ะ

 ที่เล่ามา ต่อมามันจะมี มิลิทารี่ โปรซีเจอร์ [Military Procedure] ซึ่งพวกเครื่องบินรบ เค้าจัดอยู่ในกฎการบินประเภท วีเอฟอาร์ แต่เค้าไม่ได้ลงแบบมาเข้าดาวน์วินแบบตัวอื่นเค้ามีวิธีของเค้า เรียกว่า โอเวอร์เฮดแอปโพรช [Overhead Approach] เพราะพวกเอฟ 5 เอฟ 16 พวกนี้ ความเร็วสูง ไม่ได้เบรกได้ทันที มันมาลงทีก็ต้องสั่งตัวน้อยๆออบิตอีกแหละ ไหนจะไอเอฟอาร์อีกค่ะ โอ๊ย...หนุกหนาน........ยังก่อน ยังไม่หมด แบบฝึกหัดสุดท้ายคือ คอมเฟลและอีเมอร์เจนซี่ [Communication failure & Emergency Procedure] คอมเฟลนี่เราจะส่องไฟกันค่ะ ส่งไปจากหอควบคุมไปที่เครื่องบิน เช่น เขียวลงได้ แดงไม่ได้ เป็นต้น[ยกตัวอย่างเฉยๆนะคะ มันมีเรื่องกระพริบไม่กระพริบอีก]  อีเมอร์นี่งานก็จะหนักไปที่กราวด์ค่ะ [ ลืมพูดเรื่องตำแหน่งบนหอ สักครู่ๆ] กราวด์ต้องติดต่อหน่วยงานต่างๆให้มาเตรียมรับสถานการณ์เวลาเครื่องอีเมอร์มาลงค่ะ

โอเค..มาดูกันบ้างว่า บนหอ หลักๆเรามี กัน 3 ตำแหน่งค่ะ แน่นอน คือ คอนโทลเลอร์ คนที่พูดกับเครื่องบนฟ้า เราเรียกว่า โลโคล (Local controller) จริงๆคำนี้ของทางอเมกาเค้า เรียก แอโรโรมคอนโทรลเลอร์ก็ได้ [Aerodrome controller] คนๆนี้มีหน้าที่จัดการจราจรในเซอกิต [ traffic circuit] เครื่องบินในระยะใกล้ๆสนามบิน [vicinity of the aerodrome] เค้าก็คือคนที่คอยสั่งเอาเครื่องขึ้นหรือลงนั่นเอง นอกจากบนฟ้ายังรวมถึงรันเวย์ทั้งหมดอีกด้วย[landing area] ที่นั่งข้างๆโลคอลก็คือ แอสสิส[assistance] ผู้ช่วยนั่งเองค่ะ มีหน้าที่คอยประสานงานกับหน่วยงานการบินอื่นๆ โทรศัพท์แจ้งข่าวสาร ช่วยคอนโทรลเลอร์ให้ง่ายต่อการทำงาน งานนี้ไม่ได้ยากแต่วุ่นหน้าดูเลยค่ะ ต่อมาก็คือ กราวด์ [Ground controller] คนนี้ดูแลในพื้นที่ของการแทกซี่มายังหลุมจอดต่างๆ เหมือนจะไม่ยาก แต่ก็ต้องใช้ทักษะเช่นกัน เพราะเครื่องเวลามันจะขอออกที มันไม่ได้ขอทีละเครื่อง แล้วยังมีที่ต้องมาจอดอีก...เฮ้อ

ที่เล่าๆมา จริงๆมันก็ไม่ยากหรอกค่ะ ทุกๆอาชีพต่างมียาก ง่าย ความน่าสนใจแตกต่างกันไป ยังไงก็ไม่มีใครเป็นอะไรมาแต่ท้องพ่อท้องแม่ ถ้าเรามีความสนใจและได้ฝึกฝนมากๆเข้า มันก็จะเกิดความชำนาญขึ้นเอง จริงมั๊ยละคะ

คำศัพท์น่ารู้...โปรยหัวไว้ซะดีเลย จริงๆแล้วจะเล่าถึง คำศัพท์หลายๆคำที่พอพวกพีได้พูดได้เรียนแล้วมันก็ติดปากออกมา หรือว่า เอาไปให้เป็นศัพท์เฉพาะกลุ่ม เริ่มจาก คำว่า ปล่อยเวค [wake] คือการตด หรือถ่าย ประมาณนั้น แบบว่า ขอโทดทีตะกี้ปล่อยเวคไว้ แต่ไม่มีกลิ่นนะ หรือว่า อย่าเพิ่งเข้าห้องน้ำนะ ตะกี้มีคนไปปล่อยเวคไว้......คำว่า เลี้ยงติม แปลว่า มีคนร้องไห้ คืองี้ค่ะ เวลาพวกเราซิม มันเครียดมาก บางคนกับบางครั้งทำให้ร้องไห้กันเลย มันเริ่มจากครั้งแรกที่ว่า อ.ที่ปรึกษาบอกให้เอาเพื่อนที่ร้องไห้ไปเลี้ยงติม หลังๆมาก็ใช้ประมาณว่า ดูพีสิ!!ได้ไปเลี้ยงติมแน่เลยว่ะ เสียงสั่นแล้ว.....คำว่า number two follow ปกติ เราจะใช้บอกซีเควน[sequence] เวลาเครื่องต้องบินตามกันหรือแทกซี่ตามกัน แต่ในที่นี้เราหมายถึง การที่เราไปปลื้มคนที่เค้ามีแฟนอยู่แล้ว คำว่า ขอเคียร์แลนซ์ [clearance] ก็ง่ายๆค่ะ จะขอ พ่อแม่ หรือขอแฟนไปเที่ยวไหนนั่นเอง เช่น พรุ่งนี้ไปได้รึป่าวจะโทไปบอกนะ ยังไม่ได้ขอเคลียร์แลนซ์......คำมาบัญญัติเองนี่ก็น่าจะมีอีก แต่ตอนี้นึกไม่ออก แต่จะมีคำที่ติดปากอีก เช่น That’s correct ก็แปลว่า ถูกต้อง ….

 

Rogerคือ รับทราบ….Correction ใช้เวลาเราพูดผิดแล้วพูดใหม่อีกครั้ง คำที่เราเอามาล้อๆกันก็มีค่ะ เช่น คำว่า heavy คือว่า นักบินน่ะค่ะเวลาเค้าจะมาติดต่อเรา แล้วเค้าเป็นเครื่องตัวใหญ่ เค้าจะบอกเราด้วยเช่น BKK TWR, SAS934, H, 10nm final RWY 21R [แบงคอก ทาวว์,  แสกนดิเนเวียน นายเนอ ตรี โฟเออ, เฮฟวี่, วัน ซีโร ไมลล์ ไฟนอล, รันเวย์ ทู วัน ไรท์ ] คือเค้าจะบอกว่า เวคแคทเค้าคือ เฮฟวี่ [wake turbulence category] เผื่อตัวหลังเวคแคทต่ำว่า ตัวเล็กกว่า เราจะได้แจ้งเตือน หรือจัดเซฟได้ [separation] อธิบายมายืดยาว คือเราเอาคำว่าเฮฟวี่ มาล้อเพื่อนที่เค้าไม่ผอมไงคะ...........อีกอัน สุดท้ายแล้วกัน เราเอาไว้ล้อเพื่อนที่เค้าไม่ขาวอ่าค่ะ เวลาเค้าเป็นคอนโทลเลอร์ เราจะเรียกเค้าจาก แบงคอก เป็น แบล็กคอก [black kok TWR, Black kok GND]

ตอนนี้ออฟโพรช นอนเรดา [Approach-non radar] ยากจับจิตเลยค่ะ ตอนนี้มองย้อนกลับไปว่าแอร์โรโดมง่ายมากๆๆตอนนั้นทำไมทำไม่ได้ว๊า ประมาณนี้...ไว้พีจะมาเล่าแล้วกันนะคะ สำหรับการเรียนแอปโพรช

-------